มาถึงสัปดาห์ที่ 3 กันแล้ว เรายังคงจะพูดถึงเรื่องของปรสิตในสัตว์เลี้ยงกันต่ออีกซักหน่อยนะคะ 2 ครั้งที่แล้วได้พูดถึงปรสิตที่อยู่ภายนอกกันไปบ้างแล้ว คราวนี้จะเปลี่ยนมาพูดถึงปรสิตที่อยู่ภายในร่างกายสุนัขและแมวกันบ้าง ซึ่งจริงๆ ก็มีอยู่หลายชนิดแต่เบื้องต้นจะมาพูดถึงตัวที่เจ้าของสุนัขและแมวควรรู้จักและเป็นตัวที่พบได้มากกันก่อนนะคะ

ถ้าเราพูดถึงพยาธิในทางเดินอาหาร เจ้าของก็คงคุ้นเคยกันอยู่บ้าง เพราะในคนเราก็มีพยาธิเหล่านี้เช่นกัน คนเราจะติดพยาธิก็เกิดจากสุขอนามัยที่ไม่สะอาดมีการปนเปื้อน ซึ่งพยาธิในคนบางชนิดก็สามารถติดมาจากสัตว์เลี้ยงของเราเองนี่แหละ ดังนั้นถ้าเราเลี้ยงสัตว์เลี้ยงของเราให้ปลอดภัยจากปรสิตเหล่านี้ เราก็มีโอกาสติดโรคพวกนี้น้อยลงด้วยเช่นกัน แต่ในทางกลับกันเจ้าของก็อาจเป็นตัวการที่นำพยาธิเหล่านี้เข้ามาติดสัตว์เลี้ยงของเราถึงในบ้านได้เช่นกัน เพราะเจ้าของเป็นคนที่ออกไปสัมผัสกับสิ่งปนเปื้อนภายนอกบ้าน ระยะติดต่อของพยาธิอาจติดตามพื้นรองเท้า ล้อรถ เสื้อผ้าหรือแม้แต่ตามร่างกายของเรา การป้องกันสัตว์เลี้ยงของเราให้ปลอดภัยจากปรสิตร้ายเหล่านิ้วิธีที่ง่ายและได้ผล คือการถ่ายพยาธิให้กับสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ ทุกๆ 3–4 เดือน

จากงานวิจัยที่ทำการสำรวจสุนัขและแมวจรจัดในประเทศไทย พบว่ามีการติดพยาธิอยู่หลายชนิด แต่ชนิดที่พบมาก ได้แก่ พยาธิปากขอ (Hook worm) พยาธิตัวกลม (Round worm) พยาธิตัวตืด (Tape worm) และโปรโตซัว (Toxoplasmosis) ในทางเดินอาหาร แล้วพยาธิแต่ละชนิดต่างกันอย่างไรล่ะ!

 

มาเริ่มดูจากการติดโรคของแต่ละชนิดกันก่อนนะคะ

พยาธิตัวกลม >> ไข่พยาธิจะปนออกมากับอุจจาระของสัตว์ที่ติดเชื้อ สัตว์เลี้ยงจะติดจากการกินระยะติดต่อ ( ไข่พยาธิ ) โดยตรง ส่วนลูกสุนัขสามารถติดได้ตั้งแต่อยู่ในท้อง หรือติดจากการกินนมจากแม่ได้

พยาธิปากขอ >> ไข่พยาธิจะปนออกมากับอุจจาระของสัตว์ที่ติดเชื้อ และสามารถฟักออกเป็นตัวอ่อนในสิ่งแวดล้อม ซึ่งสัตว์เลี้ยงติดพยาธิได้หลายทาง ได้แก่ ติดจากการกินไข่หรือตัวอ่อนของพยาธิระยะติดต่อ ติดจากแม่สู่ลูกขณะตั้งท้อง หรือติดทางน้ำนมแม่ ตัวอ่อนของพยาธิสามารถไชผ่านทางผิวหนังของสุนัขได้โดยตรง บางครั้งอาจพบว่าสุนัขสามารถติดจากโฮสต์ที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น เช่นการกินหนูที่มีพยาธิ เป็นต้น

พยาธิตัวตืด >> ไข่พยาธิตัวตืดปนมากกับอุจจาระสัตว์ป่วยและปนไปในสิ่งแวดล้อม จากนั้นตัวอ่อนของหมัดสุนัขหรือแมว หรือเหาสุนัขกินไข่พยาธิเข้าไป พยาธิจะเจริญเป็นตัวเต็มวัยในตัวหมัด สุนัขและแมวจะติดพยาธิจากการกินหมัดหรือเหาเข้าไปขณะเลียขนหรือกัดตัวเอง

โปรโตซัว >> สัตว์เลี้ยงติดเชื้อจากการกินโอโอซีสต์หรือไข่ของโปรโตรซัวที่ปนเปื้อนจากอุจจาระสัตว์ที่ป่วย หรืออาจติดโดยการกินสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่มีเชื้ออยู่ ลูกสุนัขสามารถติดจากแม่ระหว่างตั้งท้องได้

 

“ปรสิตในสัตว์เลี้ยง: ตัวเล็กแต่ปัญหาไม่เล็กนะจ๊ะ”

จากบทความครั้งที่แล้ว ที่เราบอกว่าเห็บกับหมัดเป็นปรสิตคนละชนิดกัน โดยแยกกันจากลักษณะภายนอกของตัวเต็มวัย แต่นอกจากความแตกต่างนี้แล้ววงจรชีวิตของปรสิตทั้ง 2 ชนิดนี้ก็ยังแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงอีกด้วย ลองมาอ่านดูกันนะคะ

หมัดมีวงจรชีวิตทั้งหมด 4 ระยะด้วยกัน นั่นคือ ไข่ (Egg) ตัวอ่อน (Larva) ดักแด้ (Pupa/Cocoon) และตัวเต็มวัย ( Adult ) วงจรชีวิตหมัดใช้เวลาประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ แต่อาจยาวกว่านี้ถ้าสภาวะแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการใช้ชีวิต หมัดตัวเต็มวัยเพศผู้และเพศเมียจะใช้ชีวิตอยู่บนตัว Host เป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะกิน ผสมพันธุ์ หรือว่าวางไข่ โดยไข่ของหมัดจะมีขนาดเล็ก สีขาว ผิวเรียบลื่น ไม่ยึดติดกับขนของสัตว์เลี้ยง ทำให้หลังจากที่ตัวเมียวางไข่บนตัว Host แล้ว ไข่มักจะร่วงหล่นลงพื้นหรือสิ่งแวดล้อมเมื่อสัตว์เลี้ยงมีการขยับหรือเคลื่อนไหว ไข่จะใช้เวลา 2 – 16 วันจึงจะฟักเป็นตัวอ่อน ระยะเวลาจะสั้นหรือยาวจะขึ้นกับสภาวะแวดล้อมว่าเหมาะสมสำหรับตัวอ่อนของหมัดหรือไม่ ตัวอ่อนของหมัดยังไม่เป็นปรสิตสำหรับสัตว์เลี้ยงนะคะ เนื่องจากตัวอ่อนจะอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อม และกินฝุ่นผง เลือดแห้ง หรืออุจจาระของตัวเต็มวัยหมัดเป็นอาหาร ตัวอ่อนหมัดไม่มีขาและมองไม่เห็นจะใช้ชีวิตในที่ที่ไม่ค่อยโดนแสง ตัวอ่อนของหมัดจะลอกคราบอีกประมาณ 2 ครั้งแล้วจึงเข้าสู่ระยะดักแด้ต่อไป

ระยะดักแด้เป็นระยะที่ตัวอ่อนจะพัฒนาไปเป็นตัวเต็มวัยภายใต้เส้นใยที่สร้างขึ้นมาห่อหุ้มตัวไว้ ใยที่ห่อหุ้มจะมีความเหนียวทำให้ยึดเกาะในสิ่งแวดล้อมได้ค่อนข้างดี ไม่ว่าจะเป็นตามพรมหรือตามซอกหลืบต่างๆ หมัดจะอยู่ในระยะนี้ประมาณ 10 – 17 วัน หรืออาจอยู่นานหลายสัปดาห์ก็เป็นได้ ตัวหมัดจะไม่ออกจากดักแด้ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมและสัญญาณกระตุ้นจากตัว Host ได้แก่ การสั่นสะเทือน ความร้อนจากร่างกาย และความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้น จากการเคลื่อนไหวผ่านไปผ่านมาของสัตว์เลี้ยงหรือคนก็ตาม เนื่องจากภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากออกจากดักแด้หมัดจะต้องหา Host เพื่อดูดเลือดให้เร็วที่สุด หมัดจะเป็นปรสิตเฉพาะในระยะที่เป็นตัวเต็มวัยเท่านั้น และเมื่อตัวเต็มวัยดูดกินเลือดแล้ว ก็จะผสมพันธุ์ และวางไข่บนตัว Host โดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วันหลังออกจากดักแด้ ตัวเมีย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้ 20 – 40 ฟองต่อวัน ตลอดชีวิตจะวางไข่ได้ประมาณ 300 – 500 ฟอง

หมัดเป็นแมลงไม่มีปีก แต่มีขาคู่หลังที่ยาวและแข็งแรงทำให้กระโดดได้ไกลถึง 6 นิ้ว หมัดจึงสามารถย้ายจากสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งไม่ยังอีกตัวหนึ่งได้ หมัดยังมีปากที่พัฒนามาเพื่อการกัดและดูดเลือด หมัดจะสำรอกน้ำลายลงบนปากแผลก่อนแล้วจึงดูดกินเลือด สุนัขบางตัวจึงอาจมีภาวะภูมิแพ้จากการถูกน้ำลายหมัดได้

ในทางสัตวแพทย์หมัดเป็นปรสิตอีกชนิดที่มีความสำคัญเนื่องจากเป็นปรสิตที่นำโรคมาสู่สัตว์เลี้ยงได้ นอกจากโรคผิวหนังจากการแพ้น้ำลายหมัดแล้ว หมัดยังเป็นพาหะของพยาธิตัวตืด (Dipylidium Caninum) ที่พบในสุนัขและแมว และเป็นพยาธิที่สามารถติดต่อสู่คนได้อีกด้วยนะคะ

หลังจากที่เรารู้จักกับเห็บและหมัดปรสิตตัวร้ายกันไปแล้ว ต่อไปทุกคนคงไม่สับสนระหว่างเห็บกับหมัดแล้วนะคะ เนื่องจากการใช้ชีวิตที่ต่างกัน ส่งผลต่อวิธีและความยากง่ายในการป้องกันและกำจัดเจ้าปรสิตเหล่านี้ด้วย แต่จะมีอะไรที่เราควรรู้อีกบ้างไว้รอติดตามตอนต่อไปกันนะคะ ตัวอย่างวงจรชีวิตหมัด

“ปรสิตในสัตว์เลี้ยง : ตัวเล็กแต่ปัญหาไม่เล็กนะจ๊ะ”

ปรสิตหรือในภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Parasite เป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยสิ่งมีชีวิตอื่นในการดำรงชีวิตและ/หรือเป็นแหล่งอาหาร บางชนิดอาจจะมีประโยชน์กับผู้ที่ถูกอาศัย (Host) แต่บางชนิดก็สามารถทำให้ผู้ถูกอาศัยได้รับอันตราย จนบางครั้งอาจถึงกับเสียชีวิตได้ ปรสิตในสัตว์เลี้ยง มีทั้งชนิดที่อาศัยอยู่ภายในร่างกายและชนิดที่อาศัยอยู่นอกร่างกาย ซึ่งมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน

เนื่องจากเดือนมิถุนายนประเทศไทยเราก็จะเริ่มเข้าสู่หน้าฝนกันแล้วปัญหาเรื่องของปรสิตก็จะเริ่มพบได้มากขึ้น ในเดือนนี้เราจะมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับปรสิตชนิดต่าง ๆ ในสัตว์เลี้ยง รวมถึงวิธีการป้องกันและกำจัดกันนะคะ

ชนิดแรกที่จะพูดถึงก็คงหนีไม่พ้น “เห็บ” ซึ่งมักจะเป็นปัญหากวนใจของเจ้าของสุนัขหลาย ๆ คน เพราะนอกจากจะสร้างปัญหาบนตัวสัตว์เลี้ยงแล้ว บางครั้งเจ้าของเองก็ถูกใช้เป็นมื้ออาหารของเห็บอย่างไม่ได้ตั้งใจ และยังไต่ตามผนัง กำแพงบ้านให้เจ้าของรู้สึกไม่สบายใจกันอีกด้วย ขอย้ำกันอีกครั้งว่า “เห็บ” ไม่ใช่ “หมัด” ทั้ง 2 เป็นคนละชนิดกันนะคะ เห็บอยู่ในกลุ่มเดียวกับแมงมุมโดยตัวเต็มวัยจะมีขาทั้งหมด 8 ขา ส่วนหมัดเป็นกลุ่มแมลงถ้าโตเต็มวัยจะมีขาทั้งหมด 6 ขา เห็บมีหลายชนิดซึ่งมีรูปร่าง ถิ่นอาศัย หรือลักษณะการอาศัยอยู่บน Host ต่างกัน เห็บมีวงจรชีวิตทั้งหมด 4 ระยะ คือ ไข่ (Egg) ตัวอ่อน (Larva) ตัวกลางวัย (Nymph) และตัวเต็มวัย (Adult) เห็บชนิดที่พบได้มากที่สุดนั่นคือ Brown Dog Tick (Rhipicephalus sanguineus) เห็บชนิดนี้ชอบอาศัยบนสุนัข แต่ก็สามารถอาศัยและดูดเลือดบนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ รวมถึงมนุษย์ได้เช่นกัน วงจรของเห็บชนิดนี้คือเมื่อฟักออกจากไข่จะขึ้นไปอาศัยและกินเลือดสุนัขจนอิ่ม จากนั้นจะลงจากตัวสุนัข เพื่อพัฒนาหรือลอกคราบเปลี่ยนเป็นระยะถัดไปในธรรมชาติ แล้วจึงกลับขึ้นไปบนตัวสุนัขอีกครั้ง ดังนั้นเห็บชนิดนี้ตลอดช่วงชีวิตจะมีการเปลี่ยน Host ถึง 3 ครั้ง เห็บชอบอากาศที่ค่อนข้างร้อนและมีความชื้นสูง จะทำให้เจริญเติบโตได้ดี โดยใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 2 เดือน อุณหภูมิต่ำอาจส่งผลให้วงจรชีวิตของเห็บยาวนานกว่าเดิม

แต่อย่างไรก็ดี เห็บเป็นสัตว์ที่ทนกับสภาพแวดล้อมได้ค่อนข้างดีจึงมักมีชีวิตรอดได้ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะที่หนาวจัดก็ตาม เห็บเพศเมียที่มีไข่และกินเลือดจนอิ่ม พร้อมที่จะวางไข่ จะลงจากตัวสุนัขเพื่อหาที่เหมาะสมในธรรมชาติ แต่บางครั้งเห็บก็เลือกที่จะวางไข่ตามซอกหลืบ กองฝุ่น มุมผนัง ตามรอยแตกของพื้นหรือตามผนังอาคาร เห็บหนึ่งตัวสามารถวางไข่ได้ถึง 4,000 – 5,000 ฟอง

เห็บ นอกจากก่อความรำคาญให้ทั้งกับสัตว์เลี้ยงและตัวเจ้าของเองแล้ว สามารถเป็นสาเหตุที่ทำให้สุนัขเสียชีวิตได้ เนื่องจากเห็บเป็นพาหะของโรคที่สำคัญ คือ พยาธิในเม็ดเลือด ซึ่งมีหลายชนิดที่สามารถติดจากเห็บได้ พยาธิในเม็ดเลือดจะส่งผลให้เลือดของสุนัขมีความผิดปกติไป เช่น มีภาวะเลือดจาง เกล็ดเลือดต่ำ และอาจมีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมาได้ ซึ่งอาจส่งผลให้สุนัขเสียชีวิตได้ในเวลาต่อมา จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าอากาศในบ้านเราค่อนข้างเหมาะสมสำหรับเห็บ ดังนั้นการจัดการเพื่อป้องกันหรือกำจัดเห็บให้ห่างไกลจากสัตว์เลี้ยงของเราจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่จะมีวิธีในการจัดการอย่างไรไว้คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังนะคะ

โรคหวัดแมวมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อที่ทางเดินหายใจซึ่งเกิดได้จากทั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรียเช่นเดียวกับในสุนัข แต่ถ้าเชื้อไวรัสที่ก่อโรคในแมวจะเป็นเชื้อคนละชนิดกับในสุนัขซึ่งจะไม่ติดต่อข้ามสายพันธุ์กัน แมวที่เป็นโรคหวัดจากการติดเชื้อไวรัสจะมีอาการเยื่อบุช่องปากอักเสบ โดยจะพบแผลที่ลิ้น เหงือก หรือช่องปาก บางตัวถ้าเป็นรุนแรงจะมีน้ำลายไหลยืด เบื่ออาหาร เยื่อบุตาอักเสบ ตาบวม อาจพบแผลที่กระจกตาได้ แมวอาจจะแสดงอาการระคายเคืองตา เกา หรือหรี่ตา มีขี้ตา บางตัวมีอาการไอ จาม มีเสมหะ น้ำมูกใสๆ จนถึงเขียวข้น บางตัวมีการติดเชื้อที่ทางเดินหายใจส่วนล่าง ก็จะมีอาการปอดบวมได้เช่นเดียวกันกับในสุนัข

การติดต่อ จะติดต่อจากการสัมผัสละอองน้ำมูกและน้ำลาย หรือการใช้สิ่งของร่วมกัน แมวมีพฤติกรรมที่ต่างกับสุนัขตรงที่แมวเป็นสัตว์ที่จะต้องมี Comfort Zone หรืออาณาเขตของตัวเอง ถ้าเมื่อไหร่ที่แมวรู้สึกว่าพื้นที่ถูกรุกล้ำจากแมวตัวอื่นหรือสิ่งของแปลกใหม่จะเกิดความเครียดซึ่งมีผลกับภูมิคุ้มกันทำให้เกิดการติดเชื้อและเจ็บป่วยได้ง่าย ดังนั้นการเลี้ยงแมวจึงควรคำนึงถึงพื้นที่และจำนวนของแมวไม่ให้หนาแน่นจนเกินไปด้วยนะคะ เมื่อพบแมวป่วยในบ้านควรแยกตัวป่วยออกจากตัวอื่นๆ และทำความสะอาดพื้นที่ รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

เชื้อไวรัสโรคหวัดในแมวสามารถทำวัคซีนเพื่อป้องกันได้เช่นเดียวกับสุนัข แต่เป็นวัคซีนคนละตัวนะคะ หลังจากที่เราแยกแมวป่วยออกจากกลุ่มแล้ว เราควรมั่นใจด้วยว่าเราได้ทำวัคซีนป้องกันโรคในตัวที่สุขภาพดีอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ เพราะแมวที่รักษาหายจากโรคแล้วถูกนำกลับเข้ากลุ่มยังสามารถที่จะแพร่เชื้อให้กับแมวตัวอื่นไปได้อีกหลายเดือน ถึงแม้เค้าจะไม่แสดงอาการแล้วก็ตามนะคะ

 

#เลี้ยงด้วยรักให้ด้วยใจ